ประเด็นแฝงในการรอคอยของสาลิกา

167
newcastletake

หลังผ่านมาร่วม 3 เดือน กับข่าวการเทคโอเวอร์สโมสรนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แฟนบอลในนาม “ทูน อาร์มี่” ก็ยังไม่มีท่าทีได้รับการยืนยันข่าวดีเสียที

toonarmy

ครั้งสุดท้ายที่มีข่าวใหญ่ ก็คือขั้นตอนการเปลี่ยนมือสาลิกาดงจาก ไมค์ แอชลี่ย์ ไปเป็นกลุ่มทุน “Public Investment Fund” อยู่ในมือของพรีเมียร์ลีกเรียบร้อยแล้ว รอแค่คนใหญ่คนโตเซ็นอนุมัติก็จบ
แต่ถ้ามองภาพรวมเรื่องนี้กินเวลานานเหลือเกิน ข่าวแรกมาช่วงกลางเดือนมีนาคม มีการเผยว่าตกลงกันได้ก่อนต้นเดือนเมษายน จากนั้นก็อย่างที่ทราบกัน มีการยื่นเอกสารคำร้องเปลี่ยนเจ้าของไปยังพรีเมียร์ลีก และเรื่องก็นิ่งมาจนถึงตอนนี้
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เรื่องล่าช้า เราคงไม่มีทางรู้คำตอบแน่ชัด แต่นี่คือประเด็นที่สื่อต่างๆ วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ
 
  • เป็นข่าวลือแต่แรก?

ประเด็นนี้เราตัดไปได้เลย มีการเจรจาเทคโอเวอร์จริงแน่นอนระหว่างเสี่ยไมค์ กับกลุ่มทุน “Public Investment Fund” ของเจ้าชายเจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดิอาระเบีย แต่ผู้ซื้อส่งตัวแทนอย่าง อแมนด้า สเตฟลี่ย์ นักธุรกิจสาวชื่อดัง มาเป็นผู้เจรจา
มีการเผยเอกสารการซื้อขายกัน และลงชื่อว่าติดต่อไปยัง ST JAMES HOLDINGS ซึ่งก็คือสโมสรนิวคาสเซิ่ลอย่างชัดเจน และถ้าไม่ใช่เรื่องจริง ทั้งสองฝ่ายก็คงต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกมาปฏิเสธไปตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่มี นั่นจึงเป็นการยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ “Fake News”
mikeash
  • ปัญหาการล่าช้าเกิดจาก?

เป็นเรื่องปกติที่การพิจารณาการเปลี่ยนเจ้าของสโมสรจะต้องใช้เวลา ยิ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ชนิดที่อาจพลิกโฉมหน้าของวงการลูกหนังอังกฤษ ยิ่งต้องละเอียด และถี่ถ้วน
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เจ้าชายบิน ซัลมาน ท่านถูกมองเป็นสองด้านสองแง่มุม ด้านแรกคืออภิมหาเศรษฐีร่ำรวยล้นฟ้า อยากได้อะไรก็ไปให้สุด อีกด้านไม่เป็นที่ชื่นชอบขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ องค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ (Amnesty Internationnal) จากเรื่องราวที่เราทราบกัน
องค์กรทั้งหลายแนวๆนี้ ไม่เคยต้องการเห็นเจ้าชายบิน ซัลมาน เข้ามาเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลใหญ่นอกซาอุฯ และต่างส่งเรื่องไปยังพรีเมียร์ลีกว่าต้องไม่อนุมัติเรื่องนี้ เรียกได้ว่าพยายาม “บล็อค” กันสุดฤทธิ์
ยังไม่รวม “บีอิน สปอร์ต” เจ้าของลิขสิทธ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกเวลานี้ ที่ออกมาแฉว่า เจ้าชายบิน ซัลมาน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการละเมิดลิขสิทธ์ถ่ายทอดสดผ่านการสตรีมมิ่งกล่องรับสัญญาณที่ชื่อว่า “BeoutQ” และยังร้องขอไปยังสโมสรต่างๆ ว่าให้คัดค้านไปด้วยกัน
“บีอิน สปอร์ต” มีเจ้าของเป็นกลุ่มทุนจากประเทศกาตาร์ ซึ่งความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับประเทศซาอุดิอาระเบีย มายาวนาน ใครๆ ก็รู้ แต่ในเมื่อแจ้งข้อมูลมาแบบนี้ พรีเมียร์ลีกก็ต้องพิจารณาด้วยความประณีตมากขึ้น

newcastle

  •  มีความชัดเจนเรื่องเวลาอนุมัติหรือไม่?

เรื่องนี้มีนักข่าวไปถาม  ริชาร์ด มาสเตอร์ส หัวหน้าผู้บริหารพรีเมียร์ลีก เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมตอบคำถามเล็กน้อย
“ผมไม่สามารถพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ มันเป็นความลับเกี่ยวกับเอกสาร”
“ประเด็นเรื่องนี้คือการตรวจสอบเจ้าของและกลุ่มคณะกรรมการ (ที่จะซื้อทีม) นี่คือเรื่องที่ทุกคนเห็นกันอยู่แล้ว และเชื่อเถอะ ผมให้ข้อมูลมากกว่านี้ไม่ได้จริงๆ”
นักข่าวถามต่อว่าแล้วพอจะทราบเวลายืนยันการอนุมัติคร่าวๆ หรือไม่
“ผมว่าเราไม่สามารถเจาะจงได้เลย ว่าเรื่องนี้จะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่”
ไม่บอกก็รู้ว่า ชาร์ด มาสเตอร์ส พยายามเลี่ยงข้อมูลสำคัญ และตอบได้เท่าที่เห็นสมควร เพราะที่เหลือก็ต้องรอให้เป็นไปตามขั้นตอน และก็อย่างที่เรียนไว้ ยิ่งคนมาซื้อมีประวัติการเงินให้ตรวจสอบมากมายขนาดนี้ ตามข่าวว่าเอกสารที่ส่งไปมีมากกว่า 300 หน้า ดังนั้นย่อมใช้เวลานานขึ้นกว่าปกติ
  • การระบาดของไวรัสมีผลหรือไม่?

มีข้อถกเถียงกันว่า การที่พรีเมียร์ลีกพิจารณาการเปลี่ยนเจ้าของที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค ล่าช้า เพราะมัวแต่มุ่งสมาธิไปที่โปรเจ็คต์ “รีสตาร์ท” ให้ฟุตบอลลีกสูงสุดอังกฤษกลับมาหายใจกันได้ใหม่
ประเด็นนี้คาดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเท่าไหร่ เพราะพรีเมียร์ลีกไม่ได้วุ่นวายกับเรื่องไวรัสร้ายทุกวี่ทุกวัน พวกเขามีตารางการประชุมร่วมกับตัวแทนสโมสร และการเดินเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน องค์กรใหญ่ขนาดนี้ ถ้ามีปัญหาอะไร แล้วทำได้แค่เรื่องเดียวในเวลาเดียว คงดู “กระจอก” เกินไป
การที่แฟนบอลนิวคาสเซิ่ลอยากได้บทสรุปเร็วๆ โดยเฉพาะก่อนฟุตบอลลีกผู้ดีกลับมาแข่งใหม่ (กลางเดือนนี้) ไม่สามารถไปกดดันพรีเมียร์ลีกได้เลย พวกเขาจะอนุมัติก็ต่อเมื่ออยากอนุมัติเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ก็เป็นไปตามคำให้การของ ริชาร์ด มาสเตอร์ส ว่ากำหนดเวลาตายตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้
binsalman
เจ้าชายบิน ซัลมาน
  • มีโอกาสไม่อนุมัติ?

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ ‘ทูน อาร์มี่” หวาดเกรง เพราะอะไรที่ล่าช้าเกิน ย่อมเป็นการส่งสัญญาณว่าอาจ “มีปัญหา” อะไรสักอย่าง
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองภาพรวม แม้เจ้าชายเจ้าชาย บิน ซัลมาน จะมีศัตรูมากมายรอบด้าน โดยเฉพาะคู่แข่งทางธุรกิจที่ไม่อยากเห็นท่านเข้ามามีเอี่ยวในวงการพรีเมียร์ลีกที่เป็นลีกมูลค่าสูงที่สุดในโลก แต่พรีเมียร์ลีกคงไม่สามารถปิดกั้นได้ ถ้าตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติใดจริงๆ
การมีอคติแบบ “ลอยลม” ไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับใครเลย จริงอยู่ถ้าพรีเมียร์ลีกอนุมัติ ก็คงมีฝ่ายไม่พอใจ และคงเยอะด้วย แต่ถ้าไม่ยอมเซ็นอนุมัติ พวกเขาก็ต้องตอบคำถามให้โลกรู้ด้วยเช่นกัน ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไม และไหนคือหลักฐาน?
ฟีฟ่าระบุไว้ชัดเจน ว่าการเมืองต้องไม่มายุ่งกับฟุตบอล ดังนั้นพรีเมียร์ลีกแค่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติและที่มาของเงินจากเจ้าชายบิน ซัลมาน, อแมนด้า สเตฟลี่ย์ และสองพี่น้องนักธุรกิจตระกูลรูเบน (เดวิด-ซิมอน) ที่จะเข้ามาถือหุ้น งานของพวกเขามีแค่นั้น ไม่จำเป็นต้องมาสนใจบุคลิก หรือข่าวลือด้านไม่ดีของแต่ละคน เพราะมันไม่จำเป็น
อีกประเด็นที่หลายฝ่ายมองว่า พรีเมียร์ลีกไม่มีเหตุผลที่จะ “บล็อค” การเทคโอเวอร์ครั้งนี้ เพราะหากสาลิกาดงร่ำรวย ก็จะเป็นอีกทีมใหญ่ที่ดึงดูดสตาร์ชั้นนำมาเล่นในอังกฤษได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อไปยังเรตติ้ง และความสนุกในการลุ้นแชมป์ (ในอนาคต)  ทุกอย่างกลับมาเข้ากระเป๋าพรีเมียร์ลีกหมด มันไม่ดีหรือยังไงกัน?

….

ที่กล่าวมาคือประเด็นใหญ่ๆ ที่คลุมเครือที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค และยังดำเนินมาถึงตอนนี้ ซึ่งแฟนบอลนิวคาสเซิ่ลทำอะไรไม่ได้แน่นอน ได้แค่รอ และรอ
อะไรที่มันจะเกิดขึ้น มันก็จะเกิดขึ้น ถ้าไม่ก็คือไม่ มีแค่นั้นจริงๆ

ไฮไลท์ฟุตบอล, ผลบอล