บอลน่าอ่าน : เจาะลึกแลมพาร์ดตกหลังสิงห์

112
แลมพาร์ด

หากเอ่ยถึงแฟร้งค์ แลมพาร์ด แม้จะไม่ได้เติบใหญ่ขึ้นมาแบบลูกหม้อ แต่นี่คือหนึ่งในตำนานแห่งเชลซีอย่างแท้จริง เพราะเขาเป็นผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ ที่มีสถิติพังประตูได้อย่างยอดเยี่ยมระดับแนวหน้าของประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก และมีส่วนร่วมกับความสำเร็จมากมาย แต่สำหรับการเป็นกุนซือแล้ว เขาไม่ดีพอที่จะเป็นที่สุดของเชลซี

แลมพาร์ด

แลมพาร์ดตัดสินใจเดินกลับบ้าน ในฐานะผู้จัดการทีมของเชลซี ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2019 และเป็นกุนซือชาวอังกฤษคนแรกของสโมสรในรอบ 20 ปีเลยทีเดียว โดยมีการเซ็นสัญญากันไว้ 3 ปี ซึ่งเขาย้ายมาจากดาร์บี้ เคาน์ตี้ ซึ่ง งานที่เขาเริ่มต้นกับเชลซี ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะเขาเข้ามาในช่วงเวลาที่เชลซี ติดโทษแบน ห้ามซื้อขายผู้เล่น ประกอบกับสตาร์ดังของทีมอย่าง เอเด็น อาซาร์ ก็เพิ่งจะเดินหน้าออกจากทีมไปสู่เรอัล มาดริด
การสร้างทีมของแลมพาร์ดจึงต้องพึ่งพานักเตะเก่า ที่ เมาริซิโอ ซาร์รี่ เหลือทิ้งไว้เป็นมรดก รวมทั้ง นักเตะดาวรุ่งหน้าใหม่ๆ ของทีม

แลมพาร์ด

แม้ว่าการประเดิมแรกแรกในพรีเมียร์ลีกของเขาจะไม่สวยหรูนัก เพราะเปิดสนามพ่ายเละเทะต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไป 4-0 แต่บรรดาขุนพลดาวรุ่ง ที่เบ่งผลงานการเล่นเกมรุกที่สนุกและดุดันออกมา จนทำให้เขาได้รับรางวัลกุนซือยอดเยี่ยมประจำเดือนตุลาคมปี 2019 มาครองได้ จนกระทั่ง ที่สุดแล้ว เขาก็สามารถพาทีมยึดพื้นที่อันดับ 4 สามารถเกาะกลุ่มไปเตะฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกในฟดูกาลนี้ได้สำเร็จ
เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงได้รับการอนุมัติเงินจากท่านเจ้าของโรมัน อับราโมวิช ให้สามารถสร้างทีมที่ต้องการได้ และเชลซีก็กลายเป็นแชมป์แห่งการช้อปปิ้งในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพราะจ่ายเงินไปมากกว่า 200 ล้านปอนด์ คว้าตัวสตาร์ดังอย่าง ไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์, ฮาคิม ซิเย็ค, เบน ชิลเวลล์, เอดูอาร์ เมนดี้ รวมถึงตัวฟรีอย่าง ติอาโก้ ซิลวาเข้ามาเสริมทัพ

แลมพาร์ด

เมื่อเสริมทัพได้น่ากลัวเช่นนี้ เชลซี ทำให้ถูกมองไปถึงการเป็นตัวเต็งแชมป์ทันที เพราะตัวผู้เล่นชั้นนำที่เลือกเข้ามา แต่ละคน มีดีกรีไม่ธรรมดา และหากเทียบตำแหน่งกันแล้ว บอกเลย ใครได้พบเจอต้องมีหนาว เพราะนักเตะหน้าเก่าที่เหลืออยู่ก็ใช่ว่าจะไม่มีสกุลซะที่ไหน
แม้ว่า เชลซีจะไม่ได้ออกสตาร์ทด้วยฟอร์มการเล่นที่หวือหวา เพราะ ต้องให้เวลากับแฟร้งค์ แลมพาร์ด ในการปรับแต่งขุนพลชั้นนำแต่คนละคน ที่จะมารวมกันเล่น กลายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ มันคงจะต้องใช้เวลากันบ้าง และดูเหมือนว่า เชลซีของแฟร้งค์ แลมพาร์ดจะเริ่มเข้าที่ได้เพราะพวกเขา สามารถปีนขึ้นไปนั่งตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จแล้ว
แต่ทุกอย่าง มันใช้เวลาแห่งความสุขได้เพียงแสนสั้นเท่านั้น เพราะนับตั้งแต่ เข้าสู่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา เชลซี กลับเค้นฟอร์มการเล่นที่สุดยอดไม่ออก นับผลงานตั้งแต่เดือนธันวาคม เชลซี ลงเตะมาจนถึงนัดล่าสุด 9 เกม พบกับความพ่ายแพ้ไปถึง 5 นัด ชนะ แค่ 3 นัด และเสมอ 1 นัด ผลงานร่วงกราวรูดลงไปอยู่อันดับที่ 9 ของตาราง
ปัจจัยที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถจะเก็บชัยชนะได้ นั่นเป็นเพราะว่า นักเตะใหม่ ที่เป็นความหวังสูง และ ค่าตัวมหาศาลอย่าง ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ตซ์ ต่างพร้อมใจกันเบ่งฟอร์มการเล่นไม่ออกเหมือนสมัยที่เล่นอยู่ในบุนเดสลีกา
แวร์เนอร์ยิงประตูไม่เป็นมาเกิน 10 นัด ในขณะที่ ฮาแวร์ตซ์ ไม่สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับการเล่นในพรีเมียร์ลีกได้ ประกอบกับเกมรับ ที่ดูเหมือนจะดีขึ้นมาอยู่ช่วงหนึ่ง ก็กลายเป็นทีมที่เสียประตูง่าย ทำให้มองในเรื่องผลงาน ประกับกับเรื่องเงินที่ลงทุนไปจำนวนมหาศาล ผลตอบรับ มันกลายเป็นสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

แลมพาร์ด

นอกจากเรื่อง ผลการแข่งขัน และ ฟอร์มการเล่นแล้ว ว่ากันว่า แลมพาร์ดเอง ก็ไม่ค่อยลงรอยกับบอร์ดผู้บริหารของทีมเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องการจัดการภายในทีม
แลมพาร์ดไม่สามารถเคลียร์เรื่องของ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า นายทวารเจ้าของค่าตัวสถิติโลก 72 ล้านปอนด์ ที่ฟอร์มตกอย่างแรง ซึ่งทางบอร์ดบริหาร ต้องการให้ แลมพาร์ด จัดการกับเรื่องส่วนตัว และเสริมสร้างให้นายทวารรายนี้ กลับมาอยู่ในฟอร์มที่เยี่ยมยอดเหมือนเดิม แต่แลมพาร์ด เลือกที่จะปล่อยทิ้งอย่างเดียว ซึ่งหากมองในแง่ธุรกิจ มันเกิดความเสียหาย เพราะซื้อเข้ามาแพง และยังใช้งานไม่คุ้ม ตรงส่วนนี้ แลมพาร์ดมองข้ามเรื่องสำคัญข้อนี้ไป
รอยร้าวอีกอย่างนั่นก็ทำนองเดียวกัน เพราะ แลมพาร์ด เลือกที่จะปล่อยตัว อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ปราการหลังทีมชาติเยอรมัน ออกจากทีมและไม่ยอมใช้งาน ขณะที่ บอร์ดบริหารมองว่า นี่คือตัวเลือกชั้นเยี่ยมดีกรีทีมชาติเยอรมัน ที่แลมพาร์ดจำเป็นจะต้องปรับใช้งานนักเตะรายนี้ให้ดีก่อน แต่แลมพาร์ด เลือกที่จะส่งแต่รายชื่อผู้เล่นที่ต้องการให้ทีม คว้าตัวมาเสริมทัพให้ได้ มิเช่นนั้น เขาจะออกอาการเหวี่ยงในทีมทันที ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ บอร์ดบริหาร เริ่มจะไม่เห็นชอบกับการกระทำของเขา
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในช่วงที่ผลงานกำลังไม่สวยหรู ในขณะเดียวกัน โทมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีมในเป้าหมายของทีมก็ดันมาว่างงานสายฟ้าแลบเช่นกัน หลังโดนปารีส แซงต์ แชร์กแมง ปลดออกจากทีม ทำให้ โรมัน อับราโมวิช และ บอร์ดทั้งหมดไม่รอช้า รีบเปลี่ยนหัวหน้าทันที ทำให้ แลมพาร์ด ต้องตกงานไปในที่สุด
จะว่าไปแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ โรมัน อับราโมวิช มาเป็นเจ้าของทีม เชลซี ใช้ผู้จัดการทีมอย่างเปลือง แต่ในแง่ของความสำเร็จ ก็ดีพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแห่งเกาะอังกฤษในช่วงหนึ่ง แต่สถิติที่น่าใจหายของแลมพาร์ดก็คือ เขาเป็นกุนซือที่พาทีมเก็บแต้มเฉลี่ยต่อ 1 นัดได้น้อยที่สุด นับตั้งแต่เสี่ยหมีเข้ามาเป็นเจ้าของเลยทีเดียว เพราะทำได้แค่นัดละ 1.67 แต้มเท่านั้น โดยคิดเป็นชัยชนะ 49% จากจำนวน 57 เกมที่ได้คุมทีมเชลซี ทำลายสถิติของ อังเดร วิลลาช โบอาช ที่เคยทำเอาไว้ 1.7 แต้ม/นัด
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับนั่นก็คือ ในอาชีพกุนซือ แลมพาร์ดยังเป็นเพียงเด็กน้อย ที่ประสบการณ์ในเรื่องนี้ ยังไม่แก่พรรษามากพอ ซึ่งการเป็นผู้เล่นกับการเป็นผู้จัดการทีม มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตอบไม่ได้ว่ามันเร็วไปหรือไม่ ที่เขาเริ่มต้นกับเชลซี ในช่วงที่ตัวเองยังไม่พร้อมสำหรับการคุมทีมใหญ่เช่นนี้ ลูกประสบการณ์ต่างๆ ยังคงต้องได้รับการสะสมวิชาอีกพอสมควร แต่ก็อย่างว่า ในเมื่อโอกาสมันมา ก็ยากที่จะมีใครกล้าปฏิเสธ
จากนี้ไป เขาคงจะต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ กับอาชีพกุนซือ ขอแค่เพียง ใช้ประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมาเรียนรู้ และ หวนคืนสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเชลซี อย่าเพิ่งท้อถอย แล้ววันหนึ่ง เขาน่าจะกลับมาเป็นผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ ได้เหมือนกับ สมัยเป็นนักเตะอีกครั้งอย่างแน่นอน

 

 

 

 

ไฮไลท์ฟุตบอล, ผลบอล