ไฮไลท์ฟุตบอล : ดีเอโก้ มาราโดน่า อัจฉริยะและซาตานในร่างเดียว

355
ดีเอโก้ มาราโดน่า

 ดีเอโก้ มาราโดน่า ผู้พา อาร์เจนติน่า คว้าแชมป์โลกปี 1986 และได้รับการสดุดีว่าเป็นหนึ่งในนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลเสียชีวิตลงแล้วในวัย 60 ปี

 แม้จะถูกตราหน้าว่าขี้โกงจากประตู “หัตถ์พระเจ้า” ที่ เม็กซิโก ซิตี้ แต่อีกสี่นาทีต่อมา คนทั้งโลกก็ต้องซูฮกให้กับวินาทีแห่งความอัจฉริยะของเขา
 หากแต่ด้วยบุคลิกขวางโลก และขวานผ่าซากได้ส่งผลให้ มาราโดน่า มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ เปเล่ ดาวดังผู้เป็นที่รักของชาวบราซิล และมันไม่อาจหยุดยั้งการเปรียบเทียบทั้งคู่ว่าใครกันแน่ที่เป็นเบอร์หนึ่งของโลกลูกหนัง
 อย่างไรก็ดี หลังได้แชมป์โลกปี 1986 ความตกต่ำก็มาเยือนเขาอย่างรวดเร็ว และไม่มีใครคาดคิด

ดีเอโก้ มาราโดน่า

 หลังถือกำเนิดเมื่อวันที่ 30 ต.ค.1960 ในครอบครัวชาวเรือที่ บีย่า ฟิออริโต้ ใน บูเอโนส ไอเรส เขาก็เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวขนของ อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส
 และท้ายที่สุด เขาก็เปล่งประกายความมหัศจรรย์ออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ในสังเวียนแข้ง อัซเตก้า รอบแปดทีมสุดท้ายศึกเวิร์ลคัพนัดชนะอังกฤษ
 “คุณพยายามเข้าหาบอล และแขนของคุณก็เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระ” มาราโดน่า เอ่ยเอาไว้ในหนังสือชีวประวัติถึงประตู “หัตถ์พระเจ้า” ในช่วงต้นยุค 70
 แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คุณจะเรียกเขาว่า “ซาตาน” หรือ “เทพบุตร” เขาก็สอยตาข่ายได้ 100 ประตูแล้วตั้งแต่มีวัยแค่ 19 ปี
 จากนั้นในเดือนพ.ค.1980 ที่ เวมบลีย์ เรย์ คลีเมนซ์ ก็ต้องยืนขาตายหลังจาก มาราโดน่า กระชากบอลหนีแนวรับอังกฤษทั้งแผง

ดีเอโก้ มาราโดน่า

 ดีที่ว่าสุดท้ายแล้ว เสือเตี้ย หลุดเดี่ยวไปซัดบอลเฉี่ยวกรอบประตูไปแบบเส้นยาแดง ก่อนที่ สิงโตคำราม จะกำชัยไป 3-1 ในเกมอุ่นเกือก
 หลังจากเดือดปุดที่โดนกาชื่อทิ้งจากชุดสู้ศึกฟุตบอลโลกปี 1978 มาราโดน่า ก็ระเบิดลีลาไม่ออกในศึกเวิร์ลคัพปี 1982 ที่สเปน ก่อนจะประกาศศักดาครองความยิ่งใหญ่ที่เมืองจังโก้
 แถมในวัยเบญจเพส เขาก็ได้รับบทกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่าแทน ดาเนี่ยล พาสซาเรลล่า ซึ่งต้องผละไปจากทัวร์นาเมนต์กลางคันเนื่องจากมีอาการป่วย อีกทั้งเป็นเพราะเขาพ่ายแพ้การแย่งปลอกแขนตามความเห็นชอบของกุนซือ คาร์ลอส บิลาร์โด้ เช่นกัน
 ในทัวร์นาเมนต์ที่เม็กซิโก มาราโดน่า พาทีมพิชิต เกาหลีใต้ , บัลแกเรีย และ อุรุกวัย ก่อนทะลุเข้าไปเผชิญหน้ากับ อังกฤษ ท่ามกลางสถานการณ์ของสงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ซึ่งทำให้เกมเป็นไปอย่างตึงเครียดมากขึ้น
 กระทั่งนาทีที่ 51 สตีฟ ฮ็อดจ์ ก็เตะสกัดลูกโด่งที่  ฮอร์เก้ วัลดาโน่ ทำชิ่งกับ มาราโดน่า ทะลักเข้าหาปากประตูตัวเอง ก่อนที่ เสือเตี้ย จะปรี่เข้าไปใช้แขนซ้ายชกบอลข้าม ปีเตอร์ ชิลตัน เข้าประตู

หัตถ์พระเจ้า

 “เทอร์รี่ เฟนนิค เป็นคนแรกที่ประท้วงว่าแฮนด์บอล ไม่ใช่เพราะว่าเขาเห็นมันหรอก แต่เป็นเพราะเขาไม่เข้าใจว่าผมกระโดดสูงกว่าผู้รักษาประตูได้ยังไง” มาราโดน่า เอ่ยในตอนนั้น
 “ผมขอเรียกมันว่า “หัตถ์พระเจ้า” มันคือหัตถ์พระเจ้า มันคือหัตถ์ของดีเอโก้!”
  แม้จะถูกประณามว่าคดโกง แต่ถัดมาอีกแค่สี่นาที เทอร์รี่ บุทเชอร์ ก็อดไม่ได้ที่จะยกย่องความมหัศจรรย์ของ มาราโดน่า ที่กดประตูที่สองได้จากการลากเดี่ยวตั้งแต่กลางสนามหลุดแผงหลัง สิงโตคำราม เข้าไปส่งบอลสัมผัสกับตาข่าย
 “ผมเข้าใกล้เขาไม่ได้เลย ทั้งหมดที่ผมเห็นคือเบอร์สิบหลังเสื้อของเขา” อดีตปราการหลังหมายเลขหกกล่าว
 “เขามีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ มันทำให้เขาเลี้ยงบอลได้คล่อง และด้วยความเป็นคนตัวเล็ก เขาจึงมีสปีดที่ฉับไว”
 ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ไม่มีใครสามารถโต้แย้งความเป็นอัจฉริยะของเขาได้
 “มันเป็นเหมือนประตูที่คุณฝันเอาไว้ แต่ไม่เคยทำได้ ตอนนี้มันเป็นประตูแห่งตำนานแล้ว” มาราโดน่า เอ่ย

ดีเอโก้ มาราโดน่า

 หลังจากสลัดหนี ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ และ ปีเตอร์ รีด ได้ มาราโดน่า ก็กระชากบอลผ่าน บุทเชอร์ และตามด้วยการหลอกล่อ เฟนนิค  แล้วแตะหลบ ชิลตัน ที่ถลันออกมาก่อนซัดประตูแห่งชีวิต
 แกรี่ ลินิเกอร์ ซึ่งยิงประตูปลอบขวัญความพ่ายแพ้ของอังกฤษในรอบแปดทีมสุดท้ายเอ่ยถึงช้้นเชิงของกองหน้าทีมคู่แข่งว่า “ประตูที่สองที่ มาราโดน่า ทำได้ในเม็กซิโกเป็นประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
 “เป็นครั้งแรกในอาชีพของผมที่ผมเกือบปรบมือในสนามให้กับทีมคู่แข่งจากสิ่งที่พวกเขาทำเพราะมันเป็นประตูที่ยอดเยี่ยมมาก”
 มาราโดน่า ได้รับภาระกัปตันทีมอาร์เจนติน่าอีกหนในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1990 แต่อาการบาดเจ็บส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่นของเขา ก่อนที่เขาจะร้องไห้ต่อหน้ากล้องทีวีหลังจาก เยอรมันตะวันตก เฉือนเอาชนะทีมฟ้าขาวได้ที่กรุงโรม
 ถึงกระนั้น มาราโดน่า ก็เป็นฮีโร่ของชาว นาโปลี อยู่ก่อนแล้วหลังพาทีมบ้านๆคว้าแชมป์ เซเรียอา ได้ถึงสองสมัยในปี 1990

ดีเอโก้ มาราโดน่า

 “แชมป์นี้สำหรับผู้คน และชนชั้นแรงงาน” มาราโดน่า เอ่ยหลังพา นาโปลี เอาชนะ ยูเวนตุส ของ มิเชล พลาตินี่ ได้ในซีซั่น 1986/87
 จนในที่สุด มาราโดน่า ก็มีปัญหาส่วนตัวทั้งเสพโคเคน เลี่ยงภาษี และฯลฯ ก่อนจะถูกเขี่ยออกจากฟุตบอลโลกปี 1994 หลังถูกตรวจพบว่าโด๊ปยา กระทั่งการรับใช้ชาติของเขาต้องยุติลงด้วยผลงาน 34 ประตูจาก 91 นัด
 พร้อมกันนี้ เขาก็ยิงปืนอัดลมใส่นักข่าวด้วย และได้รับโทษจำคุกแบบรอลงอาญา กระทั่งปี 1995 เขาก็หวนกลับไปค้าแข้งกับ โบคา ก่อนรีไทร์ในอีกสองปีให้หลัง
 ถัดจากนั้น เขาก็มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักตัว และหัวใจ แถมยังแสดงพฤติกรรมห่ามๆในที่สาธารณะอีกหลายหน แถมที่น่าเซอร์ไพรส์ก็คือเขาเลือกเมืองคิวบาของ ฟิเดล คาสโตร เป็นที่รักษาอาการติดยา
 หากแต่ที่น่าช็อคยิ่งไปกว่านั้นก็คือเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุนซือทีมชาติอาร์เจนติน่าในปี 2008 และแม้สื่อมวลชนจะไม่เห็นด้วย แถมเขายังมีผลงานคุมทีมอย่างกระเสือกกระสน แต่ในที่สุด เสือเตี้ย ก็พาทีมเข้ารอบสุดท้ายที่แอฟริกาใต้ได้โดยทีมฟ้าขาวทะลุเข้าถึงรอบแปดทีมก่อนพ่ายให้กับ เยอรมัน ขาดลอย 4-0

ไฮไลท์ฟุตบอล, ผลบอล