เชลซี ทุ่มงบเพื่อเป็นทีมกลางตาราง

47
ปก

เกิดอะไรขึ้นกับเชลซี ทีมที่โชว์ป๋าที่สุดในช่วงซัมเมอร์ เมื่อกวาดดาราดังเข้าสู่ทีมด้วยเงินมากกว่า 200 ล้านปอนด์ จนทำให้ทุกทีมหวาดผวา พร้อมกับถูกยกให้เป็นตัวเต็งที่จะกลับมาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่เมื่อผ่านไปครึ่งทาง พวกเขาแปรสภาพตัวเองเป็นแค่ทีมกลางตาราง พร้อมกับผลงานที่ไม่น่าเชื่อ เพราะถึงตรงนี้ พวกเขาเป็นรองทีมอย่างเอฟเวอร์ตัน และ เวสต์แฮม ยูไนเต็ดเท่านั้น

เรื่อง

ก่อนเปิดฤดูกาล เชลซี ทุ่มงบประมาณ เพื่อคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาร์แวร์ตซ์ สองซูเปอร์สตาร์จากบุนเดสลีกา นี่คือสินค้าเกรดเอจากลีกเยอรมัน เพราะนี่คือตัวท็อปเบอร์ต้นจากลีกเยอรมัน รวมถึงการคว้าตัว ติอาโก้ ซิลวา กัปตันทีมชาติบราซิล ที่เป็นจอมเก๋ามาเสริมแนวรับ นอกจากนี้ยังได้ตัว จอมปั้นเกมอย่าง ฮาคิม ซิเย็ค มาจากอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่พกดีกรีอดีตนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีจากฝั่งฮอลแลนด์ติดตัวมาด้วย ส่วนเกมรับ ก็ทุ่มทุนสร้าง กระชากตัว เบน ชิลเวลล์ มาจากเลสเตอร์ ซิตี้ อีกคน
ดูแค่การเสริมทัพก็รู้ได้ทันทีว่า ปีนี้ เชลซี ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะมีการถ่ายเลือดนักเตะอย่าง วิลเลี่ยน, เปโดร, อัลวาโร่ โมราต้า, ออกจากทีมไปเช่นกัน ส่วนดาวรุ่งหลายคนที่ฟอร์มดีจากปีก่อน เริ่มถูกจับนั่งเป็นตัวสำรองไป จากการมาของซูเปอร์สตาร์หลายคน โดยเฉพาะแนวรุก แทมมี่ อับราฮัม ที่ทำผลงานเอาไว้ดีในปีที่แล้ว ต้องเป็นแค่ผู้เล่นข้างสนาม เช่นเดียวกับ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ตัวเก๋าที่ยังเล่นได้ดี ก็มีส่วนร่วมกับทีมชุดใหม่ของแฟร้งค์ แลมพาร์ดน้อยลง

เรื่อง

นอกจากนี้นักเตะอย่าง รอส บาร์คลีย์ และ รูเบน ลอฟตัส ชีค ยังถูกปล่อยยืมตัวออกไปจากทีมอีก นี่คือสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า เชลซีมีการเปลี่ยนหน้าตาไปมากมาย การทุ่มทุนสร้างครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป้าหมายของพวกเขาคือการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกนั่นแหละ
จริงๆ แล้ว ช่วงเริ่มต้น เชลซีก็ออกอาการเรื่องความแกว่งเป๋มาบ้าง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเกมรับ ที่ตกค้างมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อน แต่เมื่อ ติอาโก้ ซิลวา เริ่มปรับตัวได้ ประกอบกับ ตัดสินใจคว้าตัว เอดูอาร์ เมนดี้ นายทวารฝีมือดีมาจาก แรนส์ ในลีกเอิงฝรั่งเศส ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะดีขึ้น และเคยผงาดขึ้นไปนั่งแท่นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกมาแล้ว หลายฝ่ายฟันธงว่า องค์ประกอบของเชลซี กำลังเริ่มลงตัว และส่อแววอันตรายให้เห็นขึ้นมาเรื่อยๆ

เรื่อง

แต่แล้ว เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนธันวาคมเป็นต้นมา จนกระทั่งถึงเกมนัดล่าสุดที่เพิ่งพ่ายแพ้ต่อเลสเตอร์ ซิตี้ ไปหมาดๆ เชลซี พบเจอกับความปราชัยเฉพาะในช่วงนี้ไปแล้วถึง 5 เกม จากการลงเล่น 9 นัด เก็บชัยชนะได้แค่ 3 นัด และ เสมอเพียงนัดเดียว ทำแต้มหลุดมือไปเพียบ พร้อมร่วงหล่นไปอยู่กลางตารางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การพบเจอกับทีมในเกรดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, สเปอร์ส และ อาร์เซน่อล เชลซีไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้แม้แต่เกมเดียว แถมยังพ่ายแพ้ต่อทั้ง ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกต่างหาก สร้างความสั่นคลอนให้กับเก้าอี้ของ แฟร้งค์ แลมพาร์ดเป็นอย่างมาก
เมื่อผลงานเป็นเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า แลมพาร์ด กำลังเสี่ยงต่อการถูกปลดออกจากตำแหน่ง และกลายเป็นตัวเต็งอันดับต้นๆ ที่อาจจะต้องสูญเสียเก้าอี้ของตัวเองไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะการลงทุนจำนวนมหาศาล มันแปรเปลี่ยนมาเป็นความกดดัน มากกว่า ผลงานที่เจ้าของทีมได้มุ่งหวังที่จะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง
เชลซีในฤดูกาลแรกของแลมพาร์ด ที่เต็มไปด้วยพลังของดาวรุ่ง กลายเป็นทีมที่ได้รับคำชื่นชม เพราะสามารถคว้าตำแหน่งไปลุยในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ แต่เมื่อ ทีมเกิดการลงทุนครั้งใหญ่ ผลงานกลับเดินถอยหลัง เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา
การมีสตาร์ดัง เต็มทีม ยังไม่สามารถที่จะ ปรับตัวและเล่นเป็นทีมที่น่ากลัวได้ นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในตลาดอย่าง ไค ฮาแวร์ตซ์ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นไอ้หนูมหัศจรรย์แห่งวงการฟุตบอลเยอรมัน กลายเป็นเด็กน้อย เมื่อมาเจอเกมหนักๆ ของพรีเมียร์ลีก ยังปรับตัวเข้ากับการเล่นไม่ได้ ขณะที่ ดาวยิง อย่างติโม แวร์เนอร์ เกิดอาการสนิมเกาะเท้า และยิงประตูไม่ได้ในพรีเมียร์ลีกมาเกิน 10 นัดติดต่อกันแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่หาก เกมรุกไม่ทำงาน ทำให้ การเก็บชัยชนะ ก็ลดหายไปด้วยเช่นกัน
คนหนึ่งที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด คงหนีไม่พ้น แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่แม้ว่าจะเป็นตำนานของสโมสร สร้างสถิติไว้มากมายตอนเป็นผู้เล่น เขากำลังถูกมองว่า เป็นเพียง อดีตนักเตะที่เก่ง ที่แม้ว่าจะก้าวขึ้นมาสู่การเป็นผู้จัดการทีมได้แล้ว แต่การคุมทีมใหญ่อย่างเชลซี เขามีบารมีและประสบการณ์เพียงพอแล้วหรือยัง เป็นการเร็วเกินไปหรือไม่ ที่เขาตัดสินใจกลับมารับงานที่รังเก่าเช่นนี้ เพราะ จากแผนการทำทีม ที่เน้นการเล่นเกมรุกเป็นหลัก ที่เล่นกันแบบบุกบดขยี้ กลายเป็นบอล ที่ประสานงานกันไม่ลงตัว ทำให้ การคว้าชัยชนะในแต่ละเกมของเชลซี เป็นไปด้วยความยากลำบาก

เรื่อง

อาจจะเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่า เชลซี ล้มเหลวในฤดูกาลนี้ เพราะผ่านไปเพียงแค่ครึ่งทาง ยังเหลือเวลาให้พวกเขา ตีตื้นผลงานมาได้อีกเช่นกัน แต่การทำงานภายใต้ความกดดัน ที่ทุ่มงบประมาณก้อนโต ในเชิงธุรกิจแล้ว ความผิดพลาด เกิดขึ้นได้ แต่ต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ในการฟื้นคืนชีพด้วยเช่นกัน ปล่อยไว้นาน จากแผลเล็กๆ จะกลายเป็นแผลเรื้อรัง ตรงจุดนี้ แลมพาร์ดและทีมงาน จะต้องเร่งทำการบ้านเป็นการด่วน เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองให้ได้โดยเร็ว มิเช่นนั้น ตัวแทนในการจ่อเข้าทำงานแทนในตอนนี้ ใช่ว่าจะไม่มี เพราะกุนซือชั้นนำที่ว่างงาน ยังมีให้เลือกสรรอยู่เหมือนกัน
จากนี้ไป เชลซีจะผิดพลาดไม่ได้อีกต่อไป เพราะหากพวกเขาพลาดท่า ไม่ได้ไปลุยในศึกแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า ดูเหมือนว่า ผลกระทบด้านการเงินของทีม จะต้องเป๋อย่างแน่นอน จากกฎการเงินของยูฟ่าที่ออกมา ทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้เงินในการแก้ไขได้เพียงอย่างเดียวแล้ว อย่างน้อยที่สุด เรื่องแชมป์อาจจะถูกกาชื่อออกไป แต่ การหลุดตำแหน่งท็อปโฟร์นี่สิ ท่านผู้บริหารจะรับกันได้หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ต้องตามติดกับสถานการณ์ของเชลซีต่อไป ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

ไฮไลท์ฟุตบอล, ผลบอล