เป็นเรื่องปกติที่นักเตะจะถูกตัดสินด้วยจำนวนโทรฟี่ แต่ฝีเท้าอันเอกอุของพวกเขาก็ไม่ได้การันตีความสำเร็จเสมอไป

 และไม่จำเป็นเช่นกันที่นักเตะชั้นยอดจะได้เล่นให้กับสโมสรที่ประสบความสำเร็จ อย่างที่มี ทอม ฟินีย์ เป็นตัวอย่างในอดีตเพราะทั้งๆที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพ่อค้าแข้งอิงลิชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แต่เขาได้สัมผัสเพียงแค่แชมป์ดิวิชั่นสองใบเดียวเท่านั้นตลอดอาชีพการค้าแข้ง
 ฉะนั้นแล้ว พวกเขาเหล่านี้ก็เป็นนักเตะชั้นยอดที่ไม่เคยได้ครอบครองโทรฟี่ใบใหญ่ประดับบารมี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่

 อันโตนิโอ ดิ นาตาเล่

อันโตนิโอ ดิ นาตาเล่

 นอกจากจะไม่ได้ประเดิมสนามในลีกสูงสุดจนกระทั่งอายุ 25 ปี ดิ นาตาเล่ ก็ยิงประตูใน เซเรียอา ได้ 47 เม็ดก่อนมีอายุครบ 30 ปี
 หากแต่ในเวลาห้าซีซั่นระหว่างปี 2009-2014 (ในวัย 31-36 ปี) ดิ นาตาเล่ สามารถสอยตาข่ายในลีกได้ 120 เม็ด
 “มันเป็นการเลือกใช้ชีวิตของผม” ดิ นาตาเล่ อธิบายถึงความจงรักภักดีที่มีต่อ อูดิเนเซ่
 “ผมรู้สึกดีที่  อูดิเน่ และครอบครัวของท่านประธานทำให้ผมรู้สึกเป็นหนึ่งในสมาชิกของพวกเขา บางสิ่งมีค่ามากกว่าเงินซะอีก”
 เขาอาจไม่เคยได้แชมป์เลยแม้แต่ใบเดียว แต่ไม่ผิดแน่หากจะบอกว่า ดิ นาตาเล่ มีเพื่อนมากมายในชีวิต

 จูเซ็ปเป้ ซินญอรี่

จูเซ็ปเป้ ซินญอรี่

 ซินญอรี่ อาจมีโทรฟี่ติดตัว แต่เราคงไม่นับถ้วย อินเตอร์โตโต้คัพ เนื่องจากมันเป็นทัวร์นาเมนต์ช่วงปรีซีซั่นคัดหาทีมผ่านเข้าไปฟาดแข้งในรายการ ยูฟ่าคัพ
 สรุปว่า ดาวเตะอิตาเลี่ยนอาจสอยตาข่ายในลีกได้ 283 ประตู ยิงประตูให้ทีมชาติได้ 12 เม็ด และลงเล่นในศึกเวิร์ลคัพปี 1994 ให้แผ่นดินเกิดหกจากเจ็ดนัด แต่เขาไม่เคยได้แชมป์เลยสักใบ
 แม้จะมีผลงานส่วนตัวเลิศหรู และรั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของศึก โค้ปป้าอิตาเลีย สองหน แต่การใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับ ลาซิโอ และ โบโลญญ่า เป็นอุปสรรคต่อโอกาสประสบความสำเร็จในลีก
 เท่านั้นไม่พอ ลาซิโอ ได้แชมป์ โค้ปป้าอิตาเลีย , คัพวินเนอร์สคัพ , ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และ เซเรียอา หลังจากเขาอำลาทีมไปแล้วสามปี

 แม็ตธิว เลอ ทิสซิเอร์

แม็ตธิว เลอ ทิสซิเอร์

 ไม่เพียงจะเป็นฮีโร่ของ เซาธ์แฮมป์ตัน เท่านั้น แต่ เลอ ทิสซิเอร์ ยังเป็นวีรบุรุษของคนทั้งประเทศอีกด้วยจากการแสดงให้เห็นถึงความภักดีที่เขามีต่อต้นสังกัดตลอดทั้งอาชีพ
 โอกาสใกล้เคียงที่สุดที่เขาหวิดได้โทรฟี่เป็นเกมชิงถ้วย เซนิธ ดาต้า ซีสเต็ม คัพ นัดดวลกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ซึ่ง เซาธ์แฮมป์ตัน ปราชัยที่ เวมบลีย์ ด้วยสกอร์ 3-2
 นักเตะบางรายอาจเสียใจหลังจากรีไทร์ที่เล่นให้กับสโมสรเดียว แต่ เลอ ทิสซิเอร์ ยืนยันว่า “ไม่”
 “ผมรู้ว่าผมอาจไม่ได้รับเกียรติประวัติอะไรเลย แต่เมื่อคุณอยู่กับสโมสรระดับนี้ซึ่งได้อยู่ใน พรีเมียร์ลีก นาน 16 ปี มันก็ทำให้ผมปลื้มมากพอๆกับการได้เหรียญแชมป์”

 ยิลดิราย บาสเติร์ก

ยิลดิราย บาสเติร์ก

 หลังย้ายออกจาก โบคุ่ม ไปร่วมทีม ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2001 บาสเติร์ก ก็กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกทีม “พระรอง” ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์
 ทีมของกุนซือ เคลาส์ ท๊อปป์โมลเลอร์ ถูก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ปาดหน้าคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา ไปครองแค่แต้มเดียวทั้งๆที่พวกเขานำหน้าอยู่ห้าแต้มช่วงที่เหลือโปรแกรมอีกห้านัด
 เท่านั้นไม่พอ พวกเขายังปราชัยในนัดชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล ต่อ ชาลเก้ แม้จะนำหน้า 1-0 ในช่วง 45 นาทีแรก แถมถัดจากนั้นอีกสี่วัน ทีม ห้างยา ก็พลาดท่าในนัดชิงดำถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ให้กับลูกวอลเลย์ที่สุดวิเศษของ ซีเนดีน ซีดาน ที่สนาม แฮมป์เด้น พาร์ค
 หากทั้งหมดนี้ยังไม่เลวร้ายพอ บาสเติร์ก ยังมีส่วนร่วมในทีมชาติ ตุรกี ชุดคว้าอันดับสามในฟุตบอลโลกปี 2002 อีกด้วย หลังพ่ายอย่างเฉียดฉิวด้วยสกอร์ 1-0 ต่อ บราซิล ซึ่งได้แชมป์ไปครองในท้ายที่สุด

 ร็อบ ลี

ร็อบ ลี

 คนนอกภาคอีสานน่าจะพุ่งเป้าไปที่ อลัน เชียเรอร์ สุดยอดกองหน้า แต่หากให้พวกเขาเอ่ยถึงฮีโร่ ชาวจอร์ดี้หลายรายล้วนมี ลี อยู่ในหัวใจ
 ยิ่งไปกว่านั้น มันยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่าการได้เล่นให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่ คุณจะได้รับโอกาสให้ติดธงมากกว่า มันจึงทำให้ ลี ได้รับใช้ชาติแค่ 12 นัดเท่านั้น แต่มันน่าจะมากกว่านี้หากเขาอยู่ในสังกัดของสโมสรในลอนดอนซึ่งสาวก เดอะ แม็กพายส์ มั่นใจว่ามันจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
 บอกได้เลยว่า ลี เป็นนักเตะที่มีทักษะน่าดูชม และความทุ่มเทของเขาเป็นที่ประทับใจต่อเหล่ากองเชียร์
 เขาเป็นพระรองใน พรีเมียร์ลีก สองหน และปราชัยในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ สองครั้งในระยะเวลาสามปีระหว่างปี 1996-1999
 โทรฟี่เดียวที่เขาเคยได้รับคือแชมป์ดิวิชั่นสองกับ นิวคาสเซิ่ล ในปี 1993 บวกกับแชมป์ทัวร์นาเมนต์ ตูร์กนัว เดอ ฟร้องซ์ กับทีมชาติ อังกฤษ ในปี 1997 แต่คงไม่มีใครจดจำเนื่องจากมันถูกกลบด้วยลูกฟรีคิกกล้วยหอมของ โรแบร์โต้ คาร์ลอส กองหลัง บราซิล ในเกมฉะกับ ฝรั่งเศส ชาติเจ้าภาพ

 สแตน คอลลีมอร์

สแตน คิลลีมอร์

 แฟนบอล น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ ลิเวอร์พูล หลายรายพร้อมเล่าขานความสามารถที่เป็นธรรมชาติของ คอลลีมอร์ แต่น่าเศร้าที่เขาติดทีมชาติ อังกฤษ แค่สามนัด และไม่มีเกียรติประวัติติดตัว
 การได้เห็นเขาลงเล่นที่ ซิตี้ กราวนด์ เป็นเหมือนความฝันเพราะทุกคนจะได้เห็นเขารับบอล และกระชากผ่านกองหลังด้วยสปีดที่น่าตกใจ และไม่เพียงจะคอนโทรลบอลได้เยี่ยมเท่านั้น เขายังยิงประตูได้อย่างแม่นยำอีกด้วย
 แต่แล้ว การย้ายสู่ ลิเวอร์พูล ในยุคของ สไปซ์ บอยส์ ถือเป็นการย้ายทีมที่เลวร้ายที่สุดโดยส่วนตัวของ คอลลีมอร์ และมันส่งผลกระทบต่ออาชีพของเขา
 นับจากนั้นมา ดาวเด่นวัย 24 ปีก็กลายเป็นดาวเตะจอมพเนจรก่อนแขวนรองเท้าในวัยเพียง 30 ปี

 ลุยจิ ดิ เบียโจ้

 คว้าตำแหน่งรองแชมป์ เซเรียอา ในซีซั่น 2002/03 รองแชมป์ โค้ปป้า อิตาเลีย ซีซั่น 1999/00 รองแชมป์ ซูเปอร์โค้ปป้า ปี 2000 รองแชมป์ ยุโรป กับ อิตาลี ปี 2000
 นี่คือชะตาชีวิตของ ดิ เบียโจ้ ซึ่งติดทีมชาติ 31 นัด และแม้จะลงเล่นให้ อินเตอร์ และ โรม่า มากเกินกว่า 300 นัด แต่เขาก็ไม่เคยได้สัมผัสกับโทรฟี่เลยแม้แต่ใบเดียว

 สตีฟ บูลล์

 ติดทีมชาติ อังกฤษ 13 นัด รวมทั้งได้เล่นฟุตบอลโลกปี 90 สี่นัด
 ถือเป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ติดทีมชาติขณะเล่นอยู่ในระดับดิวิชั่นสามซึ่งถือเป็นสถิติที่ บูลล์ สามารถภาคภูมิใจได้
 เขากระหน่ำประตูให้ วูล์ฟส์ ได้ 306 ลูกจาก 561 นัด แต่ได้เพียงตำแหน่งแชมป์ดิวิชั่นสี่ และดิวิชั่นสาม บวกกับ ฟุตบอลลีกโทรฟี่ ในปี 1988

 คริสเตียโน่ โดนี่

 ตำนานทีม อตาลันต้า ย้ายมาจากทีม เบรสชา ในปี 1988 และบัญชาเกมให้ทีมห้าปี ก่อนย้ายไปค้าแข้งกับ ซามพ์โดเรีย และตามด้วย มายอร์ก้า ในวัย 30 ปี
 พอถึงปี 2006 ในวัย 33 ปี โดนี่ ก็หวนกลับสู่ อตาลันต้า และลงเล่นในลีกอีก 150 นัด (48ประตู) ก่อนถูกแบนสามปีครึ่งข้อหาล็อคผลบอลซึ่งยุติอาชีพพ่อค้าแข้งของเขาโดยปริยาย

ไฮไลท์ฟุตบอล, ผลบอล